วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กวาวเครือขาว ผลดีสรรพคุณ รวมทั้งงานค้นคว้าข้อดีข้อตำหนิ

กวาวเครือขาว คุณประโยชน์สรรพคุณ และก็การค้นคว้าจุดเด่นข้อบกพร่อง
กวาวเครือขาว คุณประโยชน์กวาวสรรพคุณ และก็งานค้นคว้าวิจัย
ชื่อสมุนไพร กวาวเครือขาว
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อประจำถิ่น กวาวเครือ , จานเครือ (อีสาน) ,ตานเครือ , ทองนอกรือ , จอมทองคำ , (ใต้) ตานจอมทองคำ (จังหวัดชุมพร) โพ้ต้น ( กาญจนบุรี) .โพะตะข้า
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pueraia candollei Graham ex Benth. Var mirifica
ชื่อตระกูล Leguminosae-Papilionoideae

บ้านเกิด
กวาวเครือขาวเป็นพืชที่ขึ้นบริเวณป่าเบญจพรรณ พบกระจากทั่วๆไปตั้งแต่ ประเทศอินเดีย กลุ่มประเทศอินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน ญี่ปุ่น และก็ ไทย สำหรับในประเทศไทย เจอกระจากในป่าเบญจพรรณในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และก็ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่จะมักพบในภาคเหนือของไทย โดยยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่ที่มีอินทรีย์สารสูงตามป่าเขา ดินที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 5.5 ที่สูงจาก

ระดับน้ำทะเล 300 – 800 เมตร ในสภาพธรรมชาติมีการตะกร้าชนิดด้วยเม็ด โดยทั้งนี้พบว่าจะมีการออกดองตอนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคมและติดฝักในเดือนเมษายน สามารถเจอกวาวเครือขาวพันอยู่กับต้นไม้ใหญ่โดยเฉพาะต้นสักในจังหวัดกาญจนบุรี ตาก จังหวัดลำปาง จังหวัดเชียงใหม่ ในบริเวณที่เป็นป่าไผ่ในจังหวัดกาญจนบุรี สระบุรี ลพบุรี ชัยภูมิ พบว่ามีกวาวเครือขาวกระจากประเภทอยู่ได้ดิบได้ดีด้วยเหมือนกัน
ลักษณะทั่วไปของกวาวเครือขาว
กวาวเครือขาวเดินถูกให้มีชื่อทางด้านวิทยาศาสตร์ว่า Butea superba Roxb. เป็นพืชตระกูลถั่ว ขึ้นในป่าเบญจพรรณ ลักษณะเป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ ผลัดใบ เลื้อยพาดพันบนต้นไม้เปียกชื้น
ลำต้นหมดจด บางทีอาจยาวถึง 5 เมตร ใบเป็นในประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ (Pinnately trifoliate) เรียงสลับกันปลายใบมีลักษณ์รูปไข่ปลายแหลม เนื้อใบด้านบนเกลี้ยงด้านล่างมีขนสั้นๆกระจายเส้นกิ้งก้านใบข้างละ 5 – 7 เส้น ใบย่อยข้างๆโคนมีลักษณะเบี้ยว หูใบรูปไข่ มีเยื่อก้านใบมองเห็นชัดแจ้ง ใบแต่งแต้มมีลักษณะเป็นเกล็ดมีขนาดเล็กมาก
ดอกออกในระยะผลัดใบ เป็นช่อยาวโดยประมาณ 30 ซม. ดอกจะออกตามาซอกกิ่ง ข่อดอกเป็นข่อลำพังและก็ช่อแยกกิ้งก้านออกปลายกิ่ง ดอกมีกลีบแต่งแต้มรองรับ ดอกย่อยเป็นรูปถั่วเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเพศผู้รวมทั้งเพศภรรยาในดอกเดียวกัน รูปทรงดอกเป็นแบบ Zygomorphic แบบที่เรียกว่า Papilionacaceous form ดอกมีกลีบ 5 กลีบ ที่มีขนาดและก็ลักษณะไม่เหมือนกัน กลีบที่อยู่นอกสุดมีขนาดใหญ่สุด เรียกว่ากลีบ Standard กลีบที่ประกบอยู่ทางข้างๆทั้งคู่ มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เป็นงอนโค้งคล้ายปีกนกเรียกว่า กลีบ wing กลีบที่อยู่ภายในสุด 2 กลีบ จะเชื่อมรวมกันเป็นกระพุ้งคล้ายท้องเรือ เรียกว่า กลีบ (keel) เป็นกลีบที่ห่อเกสรไว้ มีก้านยกอับเรณูติดกัน ดอกมีสีฟ้าอมม่วงถึงสีน้ำเงิน 2 – 3 ดอกต่อช่อ มีเกสรตัวผู้ 10 อัน รังไข่ยาวเป็นแบบ superior ภายในมี 1 ห้องมีเม็ดไข่อยู่ด้านใน
ฝักมีลักษณะแบน เมื่อแก่มีสีออกน้ำตาล ผิวมีขนสั้นๆเรี่ยรายถึงสะอาด ฝักมีความกว้างโดยประมาณ 7 มม. ยาวราว 3 ซม. มีเมล็ด 3 – 5 เมล็ดต่อฝัก เมล็ดมีลักษณะกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ราวๆ 2 – 4 ซม. เม็ดแก่จะมีลายสีเขียวปนม่วง หรือ สีน้ำตาลปนม่วง
หัวเป็นหัวใต้ดินคล้ายหัวมันแกว (Tiberous root) จะมีฤทธิ์ทางยามากในตอนที่ผลัดใบ มีหลายขนาด หัวที่มีอายุมากมายมีขนาดใหญ่ อาจมีน้ำหนักมากถึง 20 กก. ที่เปลือก เมื่อเอามีดปาดจะมียางสีขาวเหมือนนม เนื้อในสีขาวเหมือนมันแกว เนื้อจะเปราะ มีเส้นมากมาย รสเย็นเบื่อเมา หัวที่ยังเล็ก เนื้อในจะละเอียด มีน้ำมากมาย
การขยายพันธุ์กวาวเครือขาว
เพาะพันธุ์โดยการปลูกแบบเพาะเม็ด โดยอาจจะเริ่มต้นโดยการสร้างต้นชนิดจากเม็ดหรือโดยแนวทางอื่น การสร้างต้นประเภทจากเม็ดจะต้องคอยเก็บเมล็ดในช่วงต้นถึงกึ่งกลางฤดูร้อน เนื่องจากกวาวเครือขาวมีดอกติดฝักในช่วงกลางฤดูหนาวจนถึงกึ่งกลางหน้าร้อน บ่อเกิดของเม็ดเป็นต้นกวาวเครือขาวที่อยู่ในป่า แกะเมล็ดออกมาจากฝัก เก็บไว้ภายในที่แห้งหรือในภาชนะที่มีการระบายอากาศได้ กระทำการเพาะเมล็ดในกระบะใส่ดินผสมปุ๋ยธรรมชาติโดยให้เมล็ดถูกฝังกลบไว้ลึกราวๆ 1 ซม. รดน้ำให้เปียกแฉะแต่ละวัน แนะนำให้ทำการเพาะเม็ดในช่วงที่อากาศร้อนจัดที่สุด ความร้อนจะช่วยให้เมล็ดแตกหน่อได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น ปกติเมล็ดที่เก็บจากฝักที่แห้งติดอยู่ต้นแล้วเอามาเพาะในปีนั้นจะมีอัตราการงอกเกือบจะ 100% เมล็ดที่ถูกเก็บไว้ข้ามปีจะมีอัตราแตกออกต่ำลง
ส่วนประกอบทางเคมี
หัวกวาวเครือขาวมีสารที่มีประโยชน์อยู่อีกหลายอย่างและสารที่ออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมน เอสโตรเจน นอกจากนี้ยังพบข้อมูลทางด้านโภชนาการดังนี้




________________________________________
ส่วนประกอบ ปริมาณ (เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักแห้ง)
________________________________________
พลังงานจากไขมัน 5.85 แคลอรีต่อ 100 กรัม
คาร์โบไฮเดรตรวม 67.66
เส้นใยรวม (dietary Fiber) 20.39
น้ำตาลรวม (Total Sugar) 19.35
คาร์โบไฮเดรต อื่นๆ 27.92
โปรตีน 7.88
ไขมัน 0.66
แคลเซี่ยม 7.56
เหล็ก 0.029
พลังงานรวม 308.01 แคลอรีต่อ 100 กรัม
________________________________________

ส่วนประกอบทางเคมีของหัวกวาวเครือขาว (Pueraria mirifica)
ที่มา : ชาลีและวันชัย (2544)

ส่วนสาระสำคัญกรุ๊ปต่างๆ
ที่พบในกวาวเครือขาวสามารถแบ่งเป็นกลุ่มๆได้ดังต่อไปนี้
7.1 สารกลุ่มคูมารินส์ (Coumarins)
ตัวอย่างเช่น Coumestrol, Mirificoumestan, Mirificoumestan Glycol และก็ Mirificoumestan hydrate

สูตรองค์ประกอบทางเคมีของ Coumestrol
ที่มา : สุนิสา (2552)

สูตรโครงสร้างทางเคมีของ Mirificoumestam
ที่มา : สุนิสา (2552)

7.2 สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids)
โดยในหัวกวาวเครือขาวมีสารพวก lsoflavonoid หลายประเภท ได้แก่ Genistain, Daidzein, Daidzin, Puerarin, Puerein-6-monoacetate, Mirificin, Kwakhurin และ Kwakhurin hydrate

Genistein : R1 = H , R2 = OH
Daidzein : R1 = H , R2 = H
Puerarin : R1 –Glucose, R2 = H
Mirificin : Glucose – Apiose , R2 = E
สูตรส่วนประกอบทางเคมีของสารกรุ๊ป Flavonoids
ที่มา : สุนิสา (2552)
7.3 สารกรุ๊ปโครมีน (Chromene)
สาระสำคัญลำดับหนึ่งในกวาวเครือ เป็นต้นว่า Miroestrol ซึ่งเป็นสารที่มีกล่าวว่ามีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน พบปริมาณ 0.002 – 0.003 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักหัวแห้ง หรือราว 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของกวาวเครือแห้ง มีรูปผลึก 2 แบบหมายถึงแบบที่มีน้ำหนักอยู่ในผลึก (hydrate form) ลักษณะเป็นรูปเข้มอ้วน รวมทั้งแบบผลึกที่ไม่มีน้ำอยู่ในผลึก (anhydrate form) มีลักษณะเป็นแผ่น ไม่มีสี มีจุดหลอมเหลว 268 – 270 องศาเซลเซียส

สูตรองค์ประกอบทางเคมีของ Miroestrol
ที่มา : สุนิสา (2552)

7.4 สารกลุ่มสเตียรอยด์ (steroids)
สเตียรอยด์ที่พบในหัวกวาวเครือ ยกตัวอย่างเช่น B-sitosterol, Stigmasterol, Pueraria รวมทั้ง Mirificasterol
7.5 สารประกอบอื่นๆ
นอกจากสารกรุ๊ปที่กล่าวแล้วข้างต้น ในหัวกวาวเครือขาวยังมีสารพวกแอลเคน แอลกอฮอร์แล้วก็สารชนิดไขมัน คือ Puereria, Mififica glyceride lithium, Potassium, Sodium, Phosphate, แคลเซียม, โปรตีน, ไขมัน, และไฟเบอร์ นอกจากนั้นยังมีสารจำพวก Saponim อยู่อีกหลากหลายประเภท
ซึ่งสารต่างๆเหล่านี้หลายประเภทมีคุณสมบัติเป็นไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogen) ซึ่งแปลว่าเป็นเอสโตรเจนที่ได้จากพึชและออกฤทธิ์เหมือนกับฮอร์โมนเอสโตรเจนทุกอย่าง หรืออาจซึ่งก็คือสารที่ออกฤทธิ์ที่ตัวรับ (Receptor) เดียวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งปัจจุบันนี้รู้และเข้าใจดีแล้วว่า receptor นี้มี 2 Subtype คือ estrogen receptor alpha และ beta subtype ปัจจุบันไฟโตเอสโตรเจนที่มีอยู่ในกวาวเครือขาวสามารถแบ่งออกเป็นสารที่มีความแรงสูงแล้วก็ความแรงต่ำ โดยกรุ๊ปที่มีความร้ายแรงต่ำ ได้แก่ Coumestrol, Daidzein, Daidzin, Genistin, Genistein, Mirificn แล้วก็ Puerarin
สรรพคุณกวาวเครือขาว
หัว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ ชูกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับคนแก่ แก้เมื่อยตามร่างกาย แก้เมื่อยล้า ผ่ายผอม นอนไม่หลับ มีฮอร์โมนผู้หญิงสูง ทาหรือกินทำให้เต้านพขยายตัว เส้นผมดกดำ เพิ่มเส้นผม เป็นยาปรับรอบเดือนอาจจะทำให้แท้งบุตรได้ บำรุงความกำหนัด ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์แล้วก็มดลูกมีเลือดมาคั่งมากขึ้นเรื่อยๆ บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้เจริญ แก้โรคจาฟาง ต้อกระจก ทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง เคลื่อนกระฉับกระเฉง บำรุงโลหิต กินได้นอนหลับ ผิวหนังเต่งตึงมีน้ำมีนวล ช่วยลดอาการของสตรีวัยหมดระดู โดยมีการศึกษาฤทธิ์ขของกวาวเครือขาวต่อการลดอาการร้อนวูบวาบ มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระรวมทั้งช่วยทำให้เรื่องของความจำและการเรียน ช่วยลดอาการช่องคลอดแห้งในสตรีวัยหมดระดูได้
แบบอย่างและก็ขนาดการใช้กวาวเครือขาว
สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข เจาะจงขนาดการใช้ดังต่อไปนี้
การใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับบำรุงย่างกาย ให้กินยาตำรับที่มีส่วนประกอบของผงกวาวเครือขาว ไม่เกิน 1 – 2 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัมต่อวัน หรือประมาณวันละไม่เกิน 50 – 100 มก. อาการใกล้กันที่บางทีอาจเจอได้คือ เจ็บเต้านม มีเลือดออกแตกต่างจากปกติทางช่องคลอด ปวดหรือเวียนศีรษะ อาเจียนอ้วก
แบบเรียนยาของหลวงอนุสารเสนาะ
ระบุขนาดที่ใช้ของหัวกวาวเครือขาว โดยให้รับประทานกวาวเครือขาวผสมน้ำผึ้ง ขนาดเท่าเม็ดพริกไทย 1 เมล็ดต่อวัน รับประทานมากมายจะทำให้เมาเป็นพิษคนวัยหนุ่มสาวไม่สมควรกิน
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาของกวาวเครือขาว
การทดสอบในหนูเพศเมียที่กินกวาวเครือขาวพบว่า ส่งผลยับยั้งการให้นมของหนูที่กำลังให้นม โดยไปยังยั้งการเจริญของต่อมน้ำนม รวมทั้งการสร้างนม มีผลคุ้มครองปกป้องการตั้งครรภ์ เมื่อให้หนูกินในช่วงมีท้องวันที่ 1 – 10 ติดต่อกัน หรือให้กินในช่วงที่มีการโยกย้ายของตัวอ่อน โดยการทำให้มากเกินแท้ง รวมทั้งเมื่อให้ในหนูที่ตัดรังไข่ออก กินกวาวเครือพบว่าน้ำหนักของมดลูกรวมทั้งจำนวนของเหลวในมดลูกเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับที่พบในหนูที่ได้รับ ethinyl estradiol แล้วก็มีรายงานว่ากวาวเครือขาวมีฤทธิ์คุมกำเนิดที่ดีในหนูขาวเมื่อให้ในขนาด 1 กรัม/ตัว/อาทิตย์ ส่วนผลของกวาวเครือขาวต่อหนูเพศผู้พบว่าสัตว์มีการกระทำการสืบพันธุ์ลดลง และก็มีขนาด และน้ำหนักอัณฑะ epididymis ต่อมลูกหมาก และ seminal vesicles น้อยลง แล้วก็มีปริมาณตัวน้ำอสุจิ แล้วก็เปอร์เซ็นต์การเคลื่อนไหวของตัวน้ำอสุจิลดลง
การเล่าเรียนทางคลินิกในระยะที่ 2 ในอาสาสมัครกรุ๊ปก่อนแล้วก็หลังวัยหมดประจำเดือน ที่มีอาการพร่องฮอร์โมนเอสโตรเจน จำนวน 37 ราย ใช้เวลา 6 เดือน พบคะแนนของงอาการวัยหมดระดูน้อยลงจาก 35.6 เป็น 15.1 แล้วก็ 32.6 เป็น 13.69 ในกรุ๊ปที่ได้รับ 50 มก.ต่อวัน แล้วก็ 100 มก.ต่อวัน เป็นลำดับ แต่พบอาการใกล้กันหมายถึงอาการคัดเลือกตึงเต้านมประมาณปริมาณร้อยละ 35 และอาการเลือดออกกระปริดกระปรอยราวๆจำนวนร้อยละ 16.2

การเรียนทางพิษวิทยาของกวาวเครือขาว
การเรียนรู้พิษเฉียบพลันของผงหัวกวาวเครือขาวในรูปผงยาแขวนตะกอนในน้ำ พบว่าไม่กระตุ้นให้เกิดอาการพิษกะทันหันในหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากกว่า 16 กิโลกรัม / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม การทดสอบพิษครึ่งเรื้อรังในหนูขาวชนิดวิสตาร์โดยการป้อนผงหัวกวาวเครือขาวในรูปผงยาแขวนตะกอนในน้ำ ขนาด 10 และ 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ไม่นำไปสู่ความแตกต่างจากปกติต่อค่าเลือดวิทยา และค่าทางชีวเคมี หรือพยาธิสภาพใดๆแต่ว่าการให้ในขนาด 1000 มก./กิโลกรัม/วัน ทำให้หนูเกิดภาวะโลหิตจาง จำนวนเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ระดับวัวเลสเตอคอยล น้ำหนักอัณฑะ ของหนูเพศผู้ลดลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง และก็มีอัตราการเกิด hyperemia ของอัณฑะ ในหนูเพศเมียที่ได้รับในขนาด 100 รวมทั้ง 1000 มก./กิโลกรัม/วัน พบว่าระดับวัวเลสเตอคอยลลดลง มดลูกบวมเต่ง มีอัตราการเกิด cast ที่ไตสูงขึ้นยิ่งกว่ากลุ่มควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ข้อแนะนำ
ถ้าเกิดรับประทานเกินขนาด จะเป็นโทษได้ ทำให้มีอาการเมา คลื่นไส้ อาเจียน ห้ามใช้ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ เนื่องจากว่าสารที่มีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนผู้หญิงในกวาวเครือขาวมีความแรงของตัวยาจะรบกวนลักษณะการทำงานของฮอร์โมนเพศ และระบบรอบเดือนได้
ข้อควรตรึกตรอง ห้ามรับประทานเกินขนาดที่เสนอแนะให้ใช้

วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สุดยอดสรรพคุณกระชายดำอันน่าทึ่ง

กระชายดำ ประโยชน์สรรพคุณ และงานวิจัยข้อดีข้อเสีย

ชื่อสมุนไพร กระชายดำ

ชื่ออื่นๆ/ ชื่อแคว้น กระชายม่วง , ว่านเพชรดำ , ขิงทราย (มหาสารคาม) , ว่านตกตะลึง , ว่านพญานกยูง , ว่านว่านกำบัง ,ว่านกำบัง , ว่านกำบังภัย , กะแอน . ระแอน (ภาคเหนือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Kaempferia parviflora Wallich. ex Baker

ชื่อวงศ์Zingiberaceae

ถิ่นกำเนิดกระชายดำ

มีถิ่นเกิดในเอเซียอาคเนย์ เจอได้หนาแน่นในแถบมาเลเซีย สุมาตรา เกาะบอร์เนียว อินโดจีน และในประเทศไทย แล้วก็มีเขตผู้กระทำระจายจำพวกทั่วๆไปในเอเชียเขตร้อน ในประเทศจีนตอนใต้ ประเทศอินเดีย และประเทศพม่า สำหรับประเทศไทยนั้นมีการปลูกกระชายดำมากในจังหวัดเลย ตาก กาญจนบุรี แล้วก็จังหวัดอื่นๆทางภาคเหนือ

ลักษณะทั่วไปของกระชายดำ

กระชายดำจัดเป็นไม้ล้มลุกมีอายุยาวนานหลายปีมีเหง้าอยู่โต้ดิน โดยในแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • เหง้ากระชายดำ นั้นมีลักษณะเป็นทรงกลม เป็นปุ่มป่นเรียงต่อกัน รวมทั้งมักมีขนาดเท่าๆกัน มีหลายเหง้าและอวบน้ำ ผิวเหง้ามีสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาบเข้ม รวมทั้งบางทีอาจเจอรอยที่ผิวเหง้าเป็นบริเวณที่จะแตกออกของต้นใหม่ ส่วนเนื้อภายในชองเหง้ามีสีม่วงอ่อน สีม่วงเข้ม ไปจนกระทั่งม่วงดำ เหง้ามีกลิ่นหอมสดชื่นเฉพาะบุคคล และก็มีรสชาติขมนิดหน่อย โดยกระชายดำที่ดีนั้นควรจะมีสีม่วงเข้มถึงสีดำ
  • ใบกระชายดำ มีใบเป็นใบผู้เดียว ลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่ มีความกว้างโดยประมาณ 5 – 10 ซม. และยาวโดยประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร ปลายใบแหลม ขอบใบหยักตามเส้นใบ ผิว ในเป็นร่องคลื่นตลอดใบตามแนวของเส้นใบ ใบมีสีเขียวสด ส่วนโคนก้านใบมีลักษณะเป็นกาบห่อหุ้มลำต้นไว้ ขอบก้านใบมีสีแดงตลอดความยาวของก้าน ส่วนกลางก้านเป็นร่องลึก
  • ดอกกระชายดำ ดอกออกเป็นช่อแทรกขึ้นมาจากโคนกาบใบ ก้านช่อดอกมีความยาวราว 5 – 6 เซนติเมตร กลีบที่ส่วนโคนเชื่อมเป็นหลอด ยาวโดยประมาณ 3 - 3.2 ซม. ที่ปลายแยกเป็นแฉก เกสรตัวผู้เป็นหมัน มีสีขาว ลักษณะเป็นรูปขอบขนาด มีความกว้างโดยประมาณ 3 มิลลิเมตร รวมทั้งยาวประมาณ 10 -13 มิลลิเมตร ส่วนกลีบปลายมีสีม่วง

การขยายพันธุ์กระชายดำ

แพร่พันธุ์โดยการใช้หัวหรือแยกหน่อ ปลูกได้ตลอดปี แม้กระนั้นฤดูที่เหมาะสมอยู่ในระหว่างมี.ค. – เดือนพฤษภาคม การเตรียมหัวกระชายดำสำหรับปลูก หัวกระชายดำหัวหนึ่งจะมีหลายแง่ง ให้บิ (หัก) ออกมาเป็นแง่งๆหากแง่งเล็กก็ 2 – 3 แง่ง ถ้าแง่งใหญ่บริบูรณ์ก็แค่แง่งเดียวก็พอเพียง เพราะว่าเมื่อกระชายดำโตขึ้น กระชายดำก็จะแตกหน่อ และก็กำเนิดหัวกระชายดำหัวใหม่ขึ้นมาแทน และจะขยายหัวแล้วก็หน่อออกไปเรื่อยจะมากหรือน้อยขึ้นกับการดูแลและรักษา ท่อนหัวหรือแง่งที่ใช้ปลูกเอาไว้ในตอนแรกที่เหี่ยวและก็แห้งไปท้ายที่สุด ก่อนนำไปปลูก ควรจะทารอยแผลของแง่งกระชายดำที่ถูกลบออกมาด้วยปูนรับประทานหมาก หรือจะจุ่มน้ำยากันเชื้อราก็ได้ แล้วผึ่งในที่ร่มจนหมดหรือแห้ง แล้วจึงนำไปปลูก การปลูกกระชายดำก็อย่างกับการปลูกกระชายปกติโดยปกติ สามารถปลุกได้ดีในดินร่วนซุย การระบายน้ำดี แต่ระวังไม่ให้น้ำท่วมขัง เนื่องจากจะก่อให้หัวหรือเหง้าบูดเน่าได้ง่ายส่วนในดินเหนียว รวมทั้งดินแดงไม่ค่อยจะสมควรนัก โดยธรรมชาติรวมทั้งกระชายดำขอบขึ้นตามร่มไม้ในป่าดงดิบ แล้วก็ป่าเบญจพรรณทั่วไป แต่ในที่โล่งแจ้งก็สามารถปลูกได้

องค์ประกอบทางเคมีของกระชายดำ

ข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์พบว่า ในเหง้ากระชายดำมีน้ำมันหอมระเหยแต่ว่าเจอในจำนวนน้อย (ราวจำนวนร้อยละ 1 – 3) น้ำมันหอมระเหยของกระชายดำประกอบด้วยสารเคมีหลายแบบ ได้แก่ 1.8-cineol,camphor, d-borneol และก็ methyl cinnamate น้ำมันหอมระเหยที่พบส่วนน้อย ยกตัวอย่างเช่น d-pinene, zingiberene , zingiberone, curcumin แล้วก็ zedoarin นอกเหนือจากนั้น ยังเจอสารอื่น อาทิเช่น กรุ๊ปไดไฮโดรซาลโคน pincocembrin แล้วก็กล่มุซาลโคน (ยกตัวอย่างเช่น 2 , 4 , 6-trihydroxy chalcone แล้วก็ cardamonin)(ณาตยา ธนะศิริวัฒนา, สุนิดาในตะกั่วทุ่ง, ธนนันต์ ฐานะจาโร,2540)

สูตรส่วนประกอบทางเคมีสารกลุ่ม chalconeที่มา Rein (2005)

สูตรโครงสร้างทางเคมีสารกลุ่ม Anthocyanin

ที่มา Castaneda-Ovando et al. (2009)

คุณประโยชน์กระชายดำ

ใช้บำรุงกำลัง แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวรวมทั้งอาการเหนื่อย รวมทั้งเพิ่มสมรรถภาพทางเพศขับลม เป็นยาอายุวัฒนะ แก้จุกเสียด แก้ปวดท้อง หรือตำกับเหล้าขาวคั้นน้ำกิน แก้โรคมดลูกทุพพลภาพ มดลูกหย่อน ใช้กวาดคอเด็ก แก้โรคตานซางในเด็ก หรือต้มดื่มแก้โรคตา ช่วยทำนุบำรุงฮอร์โมนเพศชาย แก้กามตายด้าน ด้วยการใช้เหง้ากระชายดำสดนำมาดองกับเหล้าขาวแล้วก็น้ำผึ้งแท้ (ในอัตราส่วน 1 กิโล : เหล้าขาว 3 ขวด : น้ำผึ้ง 1 ขวด) ดองทิ้งไว้ประมาณ 9 – 15 วัน แล้วประยุกต์ใช้ดื่มวันละ 1 – 2 เป๊ก (กระชายดำไม่ได้เป็นยาปลุกอารมณ์ทางเพศ แต่ว่าช่วงเวลาการแข็งตัวที่นานขึ้น และสำหรับผู้ที่ไม่ได้มีปัญหาดังที่ได้กล่าวมาแล้วก็สามารถกินเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงแรกขึ้นได้)ถ้าเกิดคุณผู้หญิงทานแล้วจะช่วยในการปรับสมดุลของฮอร์โมนทางเพศ ช่วยกระตุ้นระบบประสาท ทำให้ร่างกายสดชื่น ช่วยสำหรับการนอนหลับ แก้อาการนอนไม่ค่อยหลับในค่ำคืน ช่วยทำให้นอนหลับดีขึ้น

รูปแบบ , ขนาดวิธีการใช้

สำหรับวิธีการใช้กระชายดำเพื่อเป็นยาอายุวัฒนะ ใช้เป็นยาพาราท้อง แก้โรคบิด และลมป่วงทุกชนิด

  • ถ้าหากเป็นเหง้าสด ให้ใช้ราว 4 – 5 นำมาดองกับเหล้าขาว 1 ขวดก่อนเอามากินเป็นอาหารค่ำ ในปริมาณ 30 cc. หรือ จะฝานเป็นแว่นบางๆแช่กับน้ำดื่ม หรือนำมาดองกับน้ำผึ้งในอัตราส่วน 1:1
  • หากเป็นเหง้าแห้งก็ให้ใช้ดองกับน้ำผึ้งในอัตราส่วน 1 ต่อ นาน 7 วัน แล้วประยุกต์ใช้ดื่มก่อนนอน
  • แม้เป็นแบบชงหรือแบบผง ให้ใช้ผงแห้ง 1 ซอง ชงกับน้ำร้านค้า 1 แก้ว (ขนาน 120 cc.) รวมทั้งแต่งรสด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำตาลตามความจำเป็น แล้วนำมาดื่ม

การเรียนทางเภสัชวิทยาของกระชายดำ

  1. ฤทธิ์ต่อต้านอักเสบ สาร 5,7 – ได้เมธอกซีฟลาโม้น (5,7-DMF) ที่แยกได้จากเหง้ากระชายดำ มีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบเทียบเคียงได้กับยามาตรฐานหลากหลายประเภทหมายถึงแอสไพริน , อินโดเมธาซิน , ไฮไดรคอร์ติโซน และก็เพรดนิโซโลน จากการเรียนรู้ฤทธิ์ต้านทานอักเสบของสารนี้ ในสัตว์ทดสอบด้วยวิธีการต่างๆพบว่าสาร 5,7-DMF สามารถต่อต้านการอักเสบแบบฉับพลันได้ดีมากว่าแบบเรื้อรัง โดยแสดงฤทธิ์ยับยั้งการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวจากสารคาราจีนแนน และเคโอลินได้ดียิ่งไปกว่าฤทธิ์ยั้งการผลิต granuloma จากการฝังสำลีใต้ผิวหนัง ยิ่งไปกว่านี้ พบว่า สาร 5,7-DMF มีฤทธิ์ยับยั้งการเกิด exudation รวมทั้งการสร้างสาร prostaglandin อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ต้านการอักเสบในช่องปอดของหนูขาว (rat pleurisy) (วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล รวมทั้งสว่าง ปั้นทอง,2528)
  2. ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ สาร 5,7,4'-trimethoxyflavone และก็ 5,7,3' ,4' –tetramethoxyflavone แสดงฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ Plasmodium falciparum ที่เป็นสาเหตุของโรคไข้มาลาเรีย ส่วนสาร 3,5,7,4'-tetramethoxyflavone และ 5,7,4'-trimethoxyflavone แสดงฤทธิ์ต้านทานเชื้อ Candida albicans และก็แสดงฤทธิ์ต้านทานเชื้อ Mycobacterium อย่างอ่อน (Wattanapitayakui S, Nawinprasert A, Herunsalee A, et al,2003)
  3. พิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง (cytotoxic activity) จากการทดลองผลของฟลาโวนอยด์ 9 ชนิดของกระชายดำต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง เป็นต้นว่า KB , BC หรือ NCI-H187 ไม่พบว่ามีสารใดนำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษต่อเซลล์มะเร็งที่ทดสอบ (วงศ์พัฒนา ทัศนียกุล และสว่าง ปั้นทอง,2528)
  4. ฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดง มีรายงานการวิจัยว่า สารสกัดด้วยเอธานอลของกระชายดำมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ (aorta) ละลดการหดเกร็งของ ลำไส้เล็กส่วนปลาย (ileum) ของหนูขาว และยับยั้งการเกาะกรุ๊ปของเกล็ดเลือดของคน.(Yenchai C, Prasaphen K, Doodee S, et al,2004)

การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา

การเรียนพิษเรื้อรังช่วงเวลา 6 เดือน ของผงกระชายดำในหนูขาว ในขนาด 20 , 200 , 1000 และก็ 2000 มก/กิโลกรัม/วัน เทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ได้รับน้ำ พบว่า หนูที่ได้รับกระชายดำทุกกรุ๊ปมีน้ำหนักตัวที่มากขึ้น อาการและก็สุขภาพไม่ได้มีความแตกต่างจากกลุ่มควบคุมหนูที่ได้รับกระชายดำขนาด 2000 มก/กก. มีน้ำหนักชมรมของตับสูงกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง บางทีอาจเหตุเพราะมีน้ำหนักตัวที่ต่ำกว่ากรุ๊ปควบคุม แล้วก็มีเม็ดเลือดขาวอิโอสิฟิสที่ได้รับกระชายดำ 2000 มก./กิโลกรัม หรูหราซีรั่มโซเดียมสูงยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจังแม้กระนั้นยังอยู่ในช่วงค่าธรรมดา ผลของการตรวจอวัยวะทางจุลพยาธิวิทยานั้นไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ระบุว่ากำเนิดความเป็นพิษของกระชายดำ (ทรงพล ชีวะพัฒน์, ณุฉัตรา จันทร์สุการค้าขาย, ปราณี ชวลิตรักษา แล้วก็ภาควิชา.2547)

ข้อแนะนำ /{ข้อควรระวัง

  • กระชายดำสามารถกินได้ทั้งยังหญิง รวมทั้งชายโดยไม่เกิดผลข้างๆใดๆยิ่งสำหรับผู้สูงอายุก็พบว่านิยมใช้กันมานานมากแล้ว
  • ผลกระทบของกระชายดำ การรับประทานในขนาดสูง อาจจะส่งผลให้เกิดอาการใจสั่นได้
  • ห้ามใช้กระชายดำในเด็ก แล้วก็ในคนป่วยที่เป็นโรคตับ
  • การกินเหง้ากระชายดำต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆ อาจส่งผลให้เหงือกร่น
  • แม้จะมีงานค้นคว้าในสัตว์ทดสอบที่กล่าวว่ากระชายดำไม่พบว่ามีความเป็นพิษ แต่ยังไม่มีรายงานการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อประเมินประสิทธิผล ของการใช้กระชายดำในคนจะต้องกินในจำนวนที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความปลอดภัย

ถิ่นกำเนิดกวาวเครือแดง

กวาวเครือแดง ประโยชน์สรรพคุณและงานวิจัยข้อดีข้อเสีย

ชื่อสมุนไพร  กวาวเครือแดง
ชื่อประจำถิ่น  กวาวเครือ (เหนือ)   จานเครือ  (อีสาน)   ตานจอมทอง  (ชุมพร)  โพตะกุ , โพมือ  (กะเหรี่ยง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Butea superba  Roxb
ชื่อวงศ์  Leguminosae  วงค์ย่อย   Papilonaceae

ถิ่นกำเนิดกวาวเครือเเดง

เจออยู่มากในบริเวณที่ราบเชิงเขา แล้วก็ ตีนเขาป่าเต็งรัง  ภูเขาหินปูน  ในบริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่ไม่หนาแน่นนัก  พบได้บ่อยอยู่เป็นกลุ่มๆภายในป่า  อาจเกิดขึ้นจากสาเหตุ หมายถึง ติดฝักได้น้อย  ฝักมีขนาดใหญ่ ทำให้แพร่กระจายตำแหน่งเดิมได้ยาก  ต้นกวาวเครือแดง ที่สร้างพุ่มเอง จะมีลักษณะเตี้ย  ส่วนต้นที่เกี่ยวพันกับต้นไม้ใหญ่จะแตกกิ่งไปถึงยอดไม้

ลักษณะทั่วไปของกวาวเครือแดง

กวาวเครือแดงอยู่ในจำพวกไม้เลื้อย เป็นเถาวัลย์ เนื้อแข็ง มักชอบพาดขึ้นกับต้นไม้ใหญ่

  • ใบกวาวเครือแดง ใบใหญ่คล้ายใบต้นทองคำกวาว  แต่ว่าใบใหญ่มากยิ่งกว่า
  • ดอกกวาวเครือแดง ดอกใหญ่คล้ายดอกแคแสด  แม้กระนั้นเป็นพวงระย้าเหมือนดอกทองกวาว
  • หัวกวาวเครือแดง มีหลายขนาดลักษณะทรงกระบอก เมื่อสะกิดที่เปลือก จะมียางสีแดง คล้ายเลือดไหลออกมา
  • รากกวาวเครือแดง มีรากกิ้งก้านขนาดใหญ่  แยกจากเหง้าเลื้อยไปบริเวณหลายเมตร 

การขยายพันธุ์กวาวเครือแดง ทำได้ 3วิธีดังนี้|ดังต่อไปนี้

  • การเพาะเม็ด โดยการเพาะเม็ดในกระบะเถ้าแกลบโดยประมาณ 45 วัน นำต้นกล้าที่ได้ ปลูกลงถุงเพาะชำโดยใช้ดิน 2 ส่วน เถ้าแกลบ 1 ส่วน เปลือกมะพร้าว 1 ส่วน ค่า pH ราว 5.5 เมื่อต้นกล้าเจริญเติบโตได้ 60 วัน ก็เลยนำลงแปลงปลูกที่โล่งแจ้ง  โดยทำด้วยไม้ไผ่  หรือปลูกร่วมกับไม้ยืนต้นในกรรมวิธีการเกษตร เป็นต้นว่า ไผ่  สัก  ปอสา  หรือไม้ผลอื่นๆ พื้นที่ปลูกควรจะอยู่สูงขึ้นมากยิ่งกว่าระดับน้ำทะเล  300-900 เมตร
  • การปักชำ นำเถาที่มีข้อมาปักชำในกระบะ หรือถุงที่บรรจุเถ้าแกลบ  เมื่อเถาแตกรากและยอดแข็งแรงก็ดีแล้ว จึงนำลงแปลงปลูกถัดไป
  • การแบ่งหัวต่อต้น หัวของกวาวเครือ ไม่มีตาที่จะแตกเป็นต้นใหม่  จำเป็นต้องใช้ส่วนของลำต้นมาต่อเชื่อตามกรรมวิธีเพาะพันธุ์แบบต่อราก  เลี้ยงกิ่ง (nursed root grafting)  สามารถนำหัวกวาวเครือขนาดเล็ก อายุราว 6 เดือนขึ้นไป  และต้นหรือเถาที่เคยทิ้งไปหลังการเก็บเกี่ยวมาเพาะพันธุ์ได้ หลังการต่อต้นราว 45-60 วัน ก็สามารถนำลงปลูกได้ และก็มีจุดแข็งคือสามารถต่อต้นกับหัวข้ามสายพันธุ์ได้

องค์ประกอบทางเคมีของกวาวเครือแดง

            ส่วนหัวของกวาวเครือแดงมีสารไฟโตแอนโดรเจน รวมทั้งไอโซฟลาโม้ลิกแนน 2 จำพวก ตัวอย่างเช่น Mebicarpin (carpin 3-hydroxy-9methoxypterocarpan); สารกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ อย่างเช่น butenin; formononetin (7-hydroxy_-methoxy-isoflavone); (7,4_-dimethoxyisoflayone); 5,4_-dihydroxy-7-methoxy-isoflavone, 7-hydroxy-6,4_-dimethoxyisoflavone

แอนโทไซยานินมีค่าการดูดกลืนแสงในตอนคลื่น  510-540นาโนเมตร  สารละลายแอนโทไซยานินมีการเปลี่ยนแปลงสีตามค่าความเป็นด่าง (pH) ต่ำจะมีสีแดง pH ปานกลางจะมีสีน้ำเงินม่วงแล้วก็เมื่อ pH สูงจะมีสีเหลืองซีด

สรรพคุณกวาวเครือแดง

  • หัวกวาวเครือแดง รสเย็นเบื่อเมา  บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง  บำรุงสุขภาพ  เพิ่มน้ำเชื้อ เป็นยาอายุวัฒนะ

แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย

  • รากกวาวเครือแดง แก้ลมอัมพาต  บำรุงเลือด  ผสมกับรากสมุนไพรอื่นอีก 8 ประเภทเรียกว่า  พิกัดนวโลหะ  แก้โรคลมที่เป็นพิษ  แก้ริดสีดวง  ทำลายพยาธิ  ดับพิษ  ทำลายพิษไข้  สมานลำไส้
  • เปลือกเถากวาวเครือแดง รสเย็นเบื่อเมา  แก้พิษงู

ประโยชน์กวาวเครือแดง

ฤทธิ์ต่อระบบแพร่พันธุ์  การศึกษาในอาสาสมัครผู้ชาย 17 คน อายุระหว่าง 30 – 70 ปี ที่มีลักษณะอาการหย่อนยานสมรรถนะทางเพศขั้นต่ำ 6 เดือน  ให้กินกวาวเครือแดงขนาด 250 มิลลิกรัม/แคปซูล วันละ 4 แคปซูล ตรงเวลา 3 เดือน ผลการศึกษาเรียนรู้พบว่าระดับฮอร์โมน testosterone ไม่ได้มีความแตกต่างจากกลุ่มควบคุม  แต่ว่าผลจาการตอบแบบสำรวจเกี่ยวกับดัชนีชี้วัดสมรรถนะทางเพศ  จากอาสาสมัครพบว่าทำให้สมรรถนะทางเพศ  82.4 % ด้วยเหตุผลดังกล่าว กวาวเครือแดงจึงช่วยฟื้นฟูคนไข้โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ และไม่เจอการเกิดพิษ

รูปแบบและขนาดวิธีใช้กวาวเครือแดง

องค์การของกินแล้วก็ยาของไทย  กำหนดขนาดรวมทั้งการใช้สำหรับเพื่อการรับประทานกวาวเครือแดง  ไม่เกิน  2 มิลลิกรัม  ต่อน้ำหนักตัว  1  โล  ต่อวัน

การศึกษาทางเภสัชวิทยาของกวาวเครือแดง

ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์  การทดสอบป้อนกวาวเครือแดงในรูปผงป่นละลายน้ำ  และก็สารสกัดเอทานอล  ให้แก่หนูแรทเพศผู้  ความเข้มข้น 0.25 , 0.5 รวมทั้ง 5 มก./มล.  พบว่าหนูแรทที่ได้รับผงกวาวเครือแดงแบบละลายน้ำเข้มข้น 0.5 และ 5 มก./มล. ตรงเวลา  21  วัน  ทำให้น้ำหนักตัวของหนูแรท  และจำนวนน้ำอสุจิมากขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ  และหนูแรทที่ได้รับสารสกัดเอทานอลเข้มข้น 5 มก./มล. 224 ชั่วโมง มีน้ำหนักสัมพัทธ์ของ seminal  vesicles ต่อมลูกหมาก  แล้วก็ความยาวขององคชาติ  ส่งผลให้หนูแรทมีการกระทำการสิบชนิดเยอะขึ้น  เมื่อศึกษาต่อไปถึงระยะ 42 วัน พบว่าหนูแรทที่ได้รับผงกวาวเครือแดงแบบละลายน้ำ มีน้ำหนักสัมพัทธ์ของ seminal  vesicles ต่อมลูกหมาก รวมทั้งความยาวขององคชาติ  และความประพฤติปฏิบัติการสืบเผ่าพันธุ์มากขึ้นเรื่อยๆ  แม้กระนั้นหนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเอทานอล  กลับมีน้ำหนักสัมพัทธ์ของ seminal  vesicles  ต่ำลง  การเรียนผลของกวาวเครือแดงในระยะยาว  รวมทั้งในจำนวนสารสกัดที่มากขึ้น  พบว่าทำให้ระดับฮอร์โมน testosterone ของหนูแรทลดน้อยลง  แล้วก็จำนวนเอนไซม์ตับสูงขึ้น  โดยเหตุนี้การรับประทานกวาวเครือแดงมากจนเกินไป อาจจะเป็นผลให้เกิดพิษต่อตับได้

การศึกษาทางพิษวิทยากวาวเครือแดง

การเรียนรู้พิษครึ่งเรื้อรังในหนูวิสตาร์เพศผู้โดยป้อนผงกวาวเครือแดงในขนาด 10 , 100 , 150 และ 200  มก./กก/วัน  ตรงเวลา 90 วัน  พบว่าหนูที่รับในขนาด   150  มิลลิกรัม/กก/วัน  น้ำหนักของม้ามมากขึ้น ระดับเอนไซม์ alkalinephosphatase (ALP) และก็ aspartate aminotransferase (AST) เพิ่มขึ้น หนูที่ได้รับขนาด 200 มก./กก/วัน พบว่ามีเม็ดเลือดขาวจำพวก neutrophil น้อยลง ส่วนเม็ดเลือดขาวชนิด eosinophil ระดับ serum creatinine  ลดลงระดับฮอร์โมน testosterone ลดน้อยลง ด้วยเหตุนั้นจำเป็นต้องระมัดระวังการใช้ในขนาดสูงเพราะว่าอาจจะเป็นผลให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ต่างๆได้

ข้อแนะนำข้อควรระวัง

พืชชนิดนี้มีฤทธิ์เป็นยา เหมือนกับกวาวเครือขาว แต่ว่าเป็นพิษมากยิ่งกว่า  ถ้าหากรับประทานมากอาจเกิดอันตรายได้อาจจะเป็นผลให้เมาอ้วกอาเจียน.และก็เป็นพิษเมามากกว่ากวาวเครือขาว

กวาวเครือขาว คุณลักษณะที่คุณผู้หญิงควรจะทราบ

กวาวเครือขาว คุณประโยชน์สรรพคุณ และงานศึกษาค้นคว้าวิจัยข้อดีข้อบกพร่อง
กวาวเครือขาว คุณประโยชน์กวาวสรรพคุณ แล้วก็การค้นคว้า
ชื่อสมุนไพร กวาวเครือขาว
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อประจำถิ่น กวาวเครือ , จานเครือ (อีสาน) ,ตานเครือ , ทองนอกรือ , จอมทองคำ , (ใต้) ตานจอมทอง (จังหวัดชุมพร) โพ้ต้น ( กาญจนบุรี) .โพะตะฉัน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pueraia candollei Graham ex Benth. Var mirifica
ชื่อสกุล Leguminosae-Papilionoideae

ถิ่นกำเนิด
กวาวเครือขาวเป็นพืชที่ขึ้นบริเวณป่าเบญจพรรณ พบกระจากทั่วไปตั้งแต่ ประเทศอินเดีย กลุ่มประเทศอินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน ญี่ปุ่น รวมทั้ง ไทย สำหรับในประเทศไทย พบกระจากในป่าเบญจพรรณในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และก็ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่จะพบมากในภาคเหนือของไทย โดยยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่ที่มีอินทรีย์สารสูงตามป่าเขา ดินที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างโดยประมาณ 5.5 ที่สูงจาก

ระดับน้ำทะเล 300 – 800 เมตร ในสภาพธรรมชาติมีการกระจาดชนิดด้วยเม็ด โดยดังนี้พบว่าจะมีการออกดองตอนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคมและก็ติดฝักในม.ย. สามารถพบกวาวเครือขาวพันอยู่กับต้นไม้ใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นสักในจังหวัดกาญจนบุรี ตาก ลำปาง จังหวัดเชียงใหม่ ในรอบๆที่เป็นป่าไผ่ในจังหวัดกาญจนบุรี สระบุรี จังหวัดลพบุรี ชัยภูมิ พบว่ามีกวาวเครือขาวกระจากจำพวกอยู่ก้าวหน้าด้วยเหมือนกัน
ลักษณะทั่วไปของกวาวเครือขาว
กวาวเครือขาวเดินถูกให้มีชื่อทางด้านวิทยาศาสตร์ว่า Butea superba Roxb. เป็นพืชเครือญาติถั่ว ขึ้นในป่าเบญจพรรณ ลักษณะเป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ ผลัดใบ เลื้อยพิงพันบนต้นไม้เปียกชื้น
ลำต้นเกลี้ยง บางทีอาจยาวถึง 5 เมตร ใบเป็นในประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ (Pinnately trifoliate) เรียงสลับกันปลายใบมีลักษณ์รูปไข่ปลายแหลม เนื้อใบข้างบนหมดจดข้างล่างมีขนสั้นๆประปรายเส้นกิ่งก้านสาขาใบข้างละ 5 – 7 เส้น ใบย่อยด้านข้างโคนมีลักษณะเบี้ยว หูใบรูปไข่ มีเยื่อก้านใบมองเห็นแจ่มกระจ่าง ใบประดับมีลักษณะเป็นเกล็ดมีขนาดเล็กมาก
ดอกออกในระยะผลัดใบ เป็นช่อยาวโดยประมาณ 30 เซนติเมตร ดอกจะออกตามาซอกกิ่ง ข่อดอกเป็นข่อลำพังรวมทั้งช่อแยกแขนงออกปลายกิ่ง ดอกมีกลีบประดับรองรับ ดอกย่อยเป็นรูปถั่วเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเพศผู้รวมทั้งเพศเมียในดอกเดียวกัน รูปทรงดอกเป็นแบบ Zygomorphic แบบที่เรียกว่า Papilionacaceous form ดอกมีกลีบดอก 5 กลีบ ที่มีขนาดแล้วก็ลักษณะไม่เหมือนกัน กลีบที่อยู่นอกสุดมีขนาดใหญ่สุด เรียกว่ากลีบ Standard กลีบที่ตามติดอยู่ทางด้านข้างทั้งสอง มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เป็นงอนโค้งเหมือนปีกนกเรียกว่า กลีบ wing กลีบที่อยู่ข้างในสุด 2 กลีบ จะเชื่อมรวมกันเป็นกระพุ้งเหมือนท้องเรือ เรียกว่า กลีบ (keel) เป็นกลีบที่ห่อเกสรไว้ มีก้านยกอับเรณูติดกัน ดอกมีสีฟ้าอมม่วงถึงสีน้ำเงิน 2 – 3 ดอกต่อช่อ มีเกสรตัวผู้ 10 อัน รังไข่ยาวเป็นแบบ superior ด้านในมี 1 ห้องมีเม็ดไข่อยู่ข้างใน
ฝักมีลักษณะแบน เมื่อแก่มีสีออกน้ำตาล ผิวมีขนสั้นๆเล็กน้อยถึงเกลี้ยง ฝักมีความกว้างราวๆ 7 มม. ยาวราว 3 เซนติเมตร มีเมล็ด 3 – 5 เมล็ดต่อฝัก เมล็ดมีลักษณะกลมมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ราว 2 – 4 ซม. เมล็ดแก่จะมีลายสีเขียวผสมม่วง หรือ สีน้ำตาลปนม่วง
หัวเป็นหัวใต้ดินคล้ายหัวมันแกว (Tiberous root) จะมีฤทธิ์ทางยามากในเวลาที่ผลัดใบ มีหลายขนาด หัวที่แก่มากมีขนาดใหญ่ อาจมีน้ำหนักมากถึง 20 กิโล ที่เปลือก เมื่อเอามีดเฉือนจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม เนื้อในสีขาวคล้ายมันแกว เนื้อจะเปราะ มีเส้นมากมาย รสเย็นเบื่อเมา หัวที่ยังเล็ก เนื้อในจะละเอียด มีน้ำมากมาย
การขยายพันธุ์กวาวเครือขาว
เพาะพันธุ์โดยการปลูกแบบเพาะเม็ด โดยอาจเริ่มต้นโดยการสร้างต้นพันธุ์จากเม็ดหรือโดยวิธีอื่น การสร้างต้นชนิดจากเม็ดต้องคอยเก็บเมล็ดในตอนต้นถึงกลางฤดูร้อน เหตุเพราะกวาวเครือขาวออกดอกติดฝักในช่วงกลางหน้าหนาวจนถึงกลางฤดูร้อน บ่อเกิดของเม็ดคือต้นกวาวเครือขาวที่อยู่ในป่า แกะเมล็ดออกจากฝัก เก็บไว้ภายในที่แห้งหรือในภาชนะที่มีการระบายอากาศได้ ทำการเพาะเมล็ดในกระบะใส่ดินผสมปุ๋ยอินทรีย์โดยให้เม็ดถูกฝังกลบไว้ลึกราวๆ 1 ซม. รดน้ำให้เปียกแฉะทุกวัน แนะนำให้กระทำการเพาะเมล็ดในช่วงที่อากาศร้อนจัดที่สุด ความร้อนจะช่วยทำให้เม็ดแตกออกได้ง่ายขึ้น โดยธรรมดาเม็ดที่เก็บจากฝักที่แห้งค้างต้นแล้วนำมาเพาะในปีนั้นจะมีอัตราการงอกแทบ 100% เมล็ดที่ถูกเก็บไว้ผ่านปีจะมีอัตรางอกน้อยลง
ส่วนประกอบทางเคมี
หัวกวาวเครือขาวมีสารที่มีประโยชน์อยู่อีกหลายอย่างและก็สารที่ออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมน เอสโตรเจน ยิ่งไปกว่านี้ยังเจอข้อมูลทางด้านโภชนาการดังนี้




________________________________________
องค์ประกอบ จำนวน (เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักแห้ง)
________________________________________
พลังงานจากไขมัน 5.85 แคลอรีต่อ 100 กรัม
คาร์โบไฮเดรตรวม 67.66
เส้นใยรวม (dietary Fiber) 20.39
น้ำตาลรวม (Total Sugar) 19.35
คาร์โบไฮเดรต อื่นๆ 27.92
โปรตีน 7.88
ไขมัน 0.66
แคลเซี่ยม 7.56
เหล็ก 0.029
พลังงานรวม 308.01 แคลอรีต่อ 100 กรัม
________________________________________

ส่วนประกอบทางเคมีของหัวกวาวเครือขาว (Pueraria mirifica)
ที่มา : ชาลีและวันชัย (2544)

ส่วนสาระสำคัญกลุ่มต่างๆ
ที่เจอในกวาวเครือขาวสามารถแบ่งเป็นกลุ่มๆได้ดังนี้
7.1 สารกลุ่มคูมารินส์ (Coumarins)
ดังเช่น Coumestrol, Mirificoumestan, Mirificoumestan Glycol และ Mirificoumestan hydrate

สูตรส่วนประกอบทางเคมีของ Coumestrol
ที่มา : สุนิสา (2552)

สูตรโครงสร้างทางเคมีของ Mirificoumestam
ที่มา : สุนิสา (2552)

7.2 สารกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ (Flavonoids)
โดยในหัวกวาวเครือขาวมีสารพวก lsoflavonoid หลายอย่าง อาทิเช่น Genistain, Daidzein, Daidzin, Puerarin, Puerein-6-monoacetate, Mirificin, Kwakhurin และก็ Kwakhurin hydrate

Genistein : R1 = H , R2 = OH
Daidzein : R1 = H , R2 = H
Puerarin : R1 –Glucose, R2 = H
Mirificin : Glucose – Apiose , R2 = E
สูตรโครงสร้างทางเคมีของสารกลุ่ม Flavonoids
ที่มา : สุนิสา (2552)
7.3 สารกรุ๊ปโครมีน (Chromene)
สาระสำคัญลำดับหนึ่งในกวาวเครือ เป็นต้นว่า Miroestrol ซึ่งเป็นสารที่มีแถลงการณ์ว่ามีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน พบปริมาณ 0.002 – 0.003 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักหัวแห้ง หรือราวๆ 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของกวาวเครือแห้ง มีรูปผลึก 2 แบบเป็นแบบที่มีน้ำหนักอยู่ในผลึก (hydrate form) ลักษณะเป็นรูปเข้มอ้วน และก็แบบผลึกที่ไม่มีน้ำอยู่ในผลึก (anhydrate form) มีลักษณะเป็นแผ่น ไม่มีสี มีจุดหลอมเหลว 268 – 270 องศาเซลเซียส

สูตรโครงสร้างทางเคมีของ Miroestrol
ที่มา : สุนิสา (2552)

7.4 สารกรุ๊ปสเตียรอยด์ (steroids)
สเตียรอยด์ที่พบในหัวกวาวเครือ เช่น B-sitosterol, Stigmasterol, Pueraria แล้วก็ Mirificasterol
7.5 สารประกอบอื่นๆ
เว้นแต่สารกลุ่มที่กล่าวแล้วข้างต้น ในหัวกวาวเครือขาวยังมีสารชนิดแอลเคน แอลกอฮอร์และสารพวกไขมัน คือ Puereria, Mififica glyceride lithium, Potassium, Sodium, Phosphate, แคลเซียม, โปรตีน, ไขมัน, รวมทั้งเส้นใย นอกจากนั้นยังมีสารประเภท Saponim อยู่อีกหลายอย่าง
ซึ่งสารต่างๆเหล่านี้หลายแบบมีคุณสมบัติเป็นไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogen) ซึ่งมีความหมายว่าเป็นเอสโตรเจนที่ได้จากพึชและออกฤทธิ์เช่นเดียวกับฮอร์โมนเอสโตรเจนทุกประการ หรือบางทีอาจซึ่งก็คือสารที่ออกฤทธิ์ที่ตัวรับ (Receptor) เดียวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเดี๋ยวนี้รู้แล้วว่า receptor นี้มี 2 Subtypeหมายถึงestrogen receptor alpha แล้วก็ beta subtype ปัจจุบันนี้ไฟโตเอสโตรเจนที่มีอยู่ในกวาวเครือขาวสามารถแบ่งได้เป็นสารที่มีความแรงสูงรวมทั้งความแรงต่ำ โดยกรุ๊ปที่มีความร้ายแรงต่ำ เป็นต้นว่า Coumestrol, Daidzein, Daidzin, Genistin, Genistein, Mirificn และก็ Puerarin
สรรพคุณกวาวเครือขาว
หัว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ ชูกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับผู้สูงอายุ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามร่างกาย แก้หมดแรง ผอมแห้งแรงน้อย นอนไม่หลับ มีฮอร์โมนผู้หญิงสูง ทาหรือกินทำให้เต้านพขยายตัว เส้นผมดกดำ เพิ่มเส้นผม เป็นยาปรับรอบเดือนอาจจะเป็นผลให้แท้งบุตรได้ บำรุงความกำหนัด ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์และก็มดลูกมีเลือดมาคั่งเยอะขึ้น บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้เจริญก้าวหน้า แก้โรคจาฟาง ต้อกระจก ทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง ขยับเขยื้อนกระปรี้กระเปร่า บำรุงโลหิต กินได้นอน ผิวหนังเต่งตึงเปล่งปลั่ง ช่วยลดอาการของสตรีวัยหมดประจำเดือน โดยมีการเล่าเรียนฤทธิ์ขของกวาวเครือขาวต่อการลดอาการร้อนวูบวาบ มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระและก็ช่วยทำให้เรื่องของความจำแล้วก็การเรียน ช่วยลดอาการช่องคลอดแห้งในสตรีวัยหมดประจำเดือนได้
แบบอย่างและก็ขนาดการใช้กวาวเครือขาว
สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข เจาะจงขนาดการใช้ดังต่อไปนี้
การใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับบำรุงปิ้งกาย ให้รับประทานยาตำรับที่มีส่วนประกอบของผงกวาวเครือขาว ไม่เกิน 1 – 2 มก. ต่อกิโลต่อวัน หรือราวๆวันละไม่เกิน 50 – 100 มิลลิกรัม อาการใกล้กันที่บางทีอาจพบได้คือ เจ็บเต้านม มีเลือดออกไม่ดีเหมือนปกติทางช่องคลอด ปวดหรือเวียนหัว คลื่นไส้คลื่นไส้
ตำราเรียนยาของหลวงอนุสารไพเราะ
กำหนดขนาดที่ใช้ของหัวกวาวเครือขาว โดยให้รับประทานกวาวเครือขาวผสมน้ำผึ้ง ขนาดเท่าเม็ดพริกไทย 1 เม็ดต่อวัน กินมากมายจะทำให้มึนเมาเป็นพิษหนุ่มสาวไม่สมควรกิน
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของกวาวเครือขาว
การทดลองในหนูเพศเมียที่กินกวาวเครือขาวพบว่า ส่งผลยับยั้งการให้นมของหนูที่กำลังให้นม โดยไปยังยั้งการก้าวหน้าของต่อมน้ำนม และการผลิตนม ส่งผลคุ้มครองการตั้งท้อง เมื่อให้หนูกินในช่วงมีท้องวันที่ 1 – 10 ติดต่อกัน หรือให้กินในตอนที่มีการย้ายที่ของตัวอ่อน โดยการทำให้มากเกินแท้ง และเมื่อให้ในหนูที่ตัดรังไข่ออก รับประทานกวาวเครือพบว่าน้ำหนักของมดลูกรวมทั้งจำนวนของเหลวในมดลูกมากขึ้น เหมือนกันกับที่เจอในหนูที่ได้รับ ethinyl estradiol รวมทั้งมีรายงานว่ากวาวเครือขาวมีฤทธิ์คุมกำเนิดที่ดีในหนูขาวเมื่อให้ในขนาด 1 กรัม/ตัว/อาทิตย์ ส่วนผลของกวาวเครือขาวต่อหนูเพศผู้พบว่าสัตว์มีพฤติกรรมการสืบพันธุ์ลดลง และมีขนาด รวมทั้งน้ำหนักอัณฑะ epididymis ต่อมลูกหมาก และ seminal vesicles น้อยลง รวมถึงมีปริมาณตัวน้ำอสุจิ และก็เปอร์เซ็นต์การเคลื่อนไหวของตัวสเปิร์มต่ำลง
การศึกษาทางคลินิกในระยะที่ 2 ในอาสาสมัครกรุ๊ปก่อนและก็หลังวัยหมดประจำเดือน ที่มีอาการพร่องฮอร์โมนเอสโตรเจน จำนวน 37 ราย ใช้เวลา 6 เดือน เจอคะแนนของงอาการวัยหมดระดูลดลงจาก 35.6 เป็น 15.1 และก็ 32.6 เป็น 13.69 ในกรุ๊ปที่ได้รับ 50 มิลลิกรัมต่อวัน รวมทั้ง 100 มิลลิกรัมต่อวัน ตามลำดับ แต่พบอาการใกล้กันหมายถึงอาการคัดตึงเต้านมราวๆปริมาณร้อยละ 35 และก็อาการเลือดออกกระปริดกระพรำโดยประมาณร้อยละ 16.2

การเรียนทางพิษวิทยาของกวาวเครือขาว
การศึกษาเล่าเรียนพิษกระทันหันของผงหัวกวาวเครือขาวในรูปผงยาแขวนตะกอนในน้ำ พบว่าไม่นำไปสู่อาการพิษกระทันหันในหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากยิ่งกว่า 16 โล / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม การทดลองพิษกึ่งเรื้อรังในหนูขาวประเภทวิสตาร์โดยการป้อนผงหัวกวาวเครือขาวในรูปผงยาแขวนขี้ตะกอนในน้ำ ขนาด 10 รวมทั้ง 100 มิลลิกรัม/กก./วัน ไม่ทำให้มีการเกิดความแตกต่างจากปกติต่อค่าเลือดวิทยา แล้วก็ค่าทางชีวเคมี หรือพยาธิสภาพอะไรก็ตามแต่การให้ในขนาด 1000 มก./กก./วัน ทำให้หนูเกิดภาวะโลหิตจาง ปริมาณเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ระดับวัวเลสเตอรอล น้ำหนักอัณฑะ ของหนูเพศผู้ลดลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง และก็มีอัตราการเกิด hyperemia ของอัณฑะ ในหนูเพศภรรยาที่ได้รับในขนาด 100 แล้วก็ 1000 มก./กก./วัน พบว่าระดับโคเลสเตอรอคอยลน้อยลง มดลูกบวมเต่ง มีอัตราการเกิด cast ที่ไตสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ข้อเสนอแนะ
หากกินเกินขนาด จะทำให้เป็นอันตรายได้ ทำให้มีอาการเมา อาเจียน คลื่นไส้ ห้ามใช้ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ เพราะสารที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงในกวาวเครือขาวมีความแรงของตัวยาจะก่อกวนหลักการทำงานของฮอร์โมนเพศ และระบบเมนส์ได้
ข้อควรไตร่ตรอง ห้ามรับประทานเกินขนาดที่ชี้แนะให้ใช้

วันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กระชายดำ ประโยชน์สรรพคุณ และงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยข้อดีข้อบกพร่อง

กระชายดำ ประโยชน์สรรพคุณ และงานวิจัยข้อดีข้อเสีย

ชื่อสมุนไพร กระชายดำ

ชื่ออื่นๆ/ ชื่อเขตแดน กระชายม่วง , ว่านเพชรดำ , ขิงทราย (มหาสารคาม) , ว่านจังงัง , ว่านพญานกยูง , ว่านกั้นบัง ,ว่านกำบัง , ว่านกำบังภัย , กะแอน . ระแอน (ภาคเหนือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Kaempferia parviflora Wallich. ex Baker

ชื่อวงศ์Zingiberaceae

ถิ่นกำเนิดกระชายดำ

มีบ้านเกิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจอได้หนาแน่นในแถบมาเลเซีย เกะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว อินโดจีน แล้วก็ในประเทศไทย และก็มีเขตผู้กระทำระจายจำพวกทั่วไปในทวีปเอเชียเขตร้อน ในประเทศจีนตอนใต้ ประเทศอินเดีย รวมทั้งประเทศพม่า สำหรับประเทศไทยนั้นมีการปลูกกระชายดำมากมายในจังหวัดเลย ตาก กาญจนบุรี แล้วก็จังหวัดอื่นๆทางภาคเหนือ

ลักษณะทั่วไปของกระชายดำ

กระชายดำจัดเป็นไม้ล้มลุกมีอายุหลายปีมีเหง้าอยู่โต้ดิน โดยในแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังนี้

  • เหง้ากระชายดำ นั้นมีลักษณะเป็นรูปทรงกลม เป็นปุ่มป่นเรียงต่อกัน และมักมีขนาดเท่าๆกัน มีหลายเหง้าแล้วก็อวบน้ำ ผิวเหง้ามีสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาบเข้ม และบางทีอาจพบรอยที่ผิวเหง้าเป็นบริเวณที่จะผลิออกของต้นใหม่ ส่วนเนื้อด้านในชองเหง้ามีสีม่วงอ่อน สีม่วงเข้ม ไปจนถึงม่วงดำ เหง้ามีกลิ่นหอมเฉพาะบุคคล รวมทั้งมีรสชาติขมนิดหน่อย โดยกระชายดำที่ดีนั้นควรมีสีม่วงเข้มถึงสีดำ
  • ใบกระชายดำ มีใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่ มีความกว้างราวๆ 5 – 10 เซนติเมตร รวมทั้งยาวราวๆ 10 – 15 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบหยักตามเส้นใบ ผิว ในเป็นร่องคลื่นตลอดใบตามแนวของเส้นใบ ใบมีสีเขียวสด ส่วนโคนก้านใบมีลักษณะเป็นกาบห่อหุ้มลำต้นไว้ ขอบก้านใบมีสีแดงตลอดความยาวของก้าน ศูนย์กลางก้านเป็นร่องลึก
  • ดอกกระชายดำ ดอกออกเป็นช่อแทรกขึ้นมาจากโคนกาบใบ ก้านช่อดอกมีความยาวโดยประมาณ 5 – 6 ซม. กลีบดอกไม้ที่ส่วนโคนเชื่อมเป็นหลอด ยาวโดยประมาณ 3 - 3.2 เซนติเมตร ที่ปลายแยกเป็นแฉก เกสรตัวผู้เป็นหมัน มีสีขาว ลักษณะเป็นรูปขอบขนาด มีความกว้างประมาณ 3 มม. แล้วก็ยาวราว 10 -13 มิลลิเมตร ส่วนกลีบปลายมีสีม่วง

การขยายพันธุ์กระชายดำ

แพร่พันธุ์โดยการใช้หัวหรือแยกหน่อ ปลูกได้ทั้งปี แต่ว่าฤดูที่เหมาะสมอยู่ในระหว่างมีนาคม – พ.ค. การเตรียมหัวกระชายดำสำหรับปลูก หัวกระชายดำหัวหนึ่งจะมีหลายแง่ง ให้บิ (หัก) ออกมาเป็นแง่งๆถ้าเกิดแง่งเล็กก็ 2 – 3 แง่ง ถ้าเกิดแง่งใหญ่สมบูรณ์ก็แค่แง่งเดียวก็พอเพียง เพราะเหตุว่าเมื่อกระชายดำโตขึ้น กระชายดำก็จะแตกหน่อ แล้วก็กำเนิดหัวกระชายดำหัวใหม่ขึ้นมาแทน แล้วก็จะขยายหัวและก็หน่อออกไปเรื่อยๆจะมากมายหรือน้อยขึ้นอยู่กับการดูแลและรักษา ส่วนหัวหรือแง่งที่ใช้ปลูกลงในตอนต้นที่เฉาแล้วก็แห้งไปในที่สุด ก่อนนำไปปลูก ควรจะทารอยแผลของแง่งกระชายดำที่ถูกลบออกมาด้วยปูนกินหมาก หรือจะจุ่มไปในน้ำยากันเชื้อราก็ได้ แล้วผึ่งในที่ร่มกระทั่งหมดหรือแห้ง และหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปปลูก การปลูกกระชายดำก็ดังการปลูกกระชายปกติโดยปกติ สามารถปลุกได้ดิบได้ดีในดินที่ร่วนซุย การระบายน้ำดี แต่ระวังไม่ให้อุทกภัยขัง เพราะจะมีผลให้หัวหรือเหง้าเน่าเหม็นได้ง่ายส่วนในดินเหนียว และก็ดินลูกรังไม่ค่อยจะสมควรนัก โดยธรรมชาติแล้วก็กระชายดำขอบขึ้นตามร่มไม้ในป่าดิบ แล้วก็ป่าเบญจพรรณทั่วไป แม้กระนั้นในที่โล่งก็สามารถปลูกได้

องค์ประกอบทางเคมีของกระชายดำ

ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์พบว่า ในเหง้ากระชายดำมีน้ำมันหอมระเหยแต่ว่าเจอในปริมาณน้อย (ราวปริมาณร้อยละ 1 – 3) น้ำมันหอมระเหยของกระชายดำประกอบด้วยสารเคมีหลายแบบ เป็นต้นว่า 1.8-cineol,camphor, d-borneol และก็ methyl cinnamate น้ำมันหอมระเหยที่เจอส่วนน้อย ดังเช่น d-pinene, zingiberene , zingiberone, curcumin และ zedoarin ยิ่งกว่านั้น ยังพบสารอื่น ตัวอย่างเช่น กรุ๊ปไดไฮโดรซาลโคน pincocembrin แล้วก็กล่มุซาลโคน (อาทิเช่น 2 , 4 , 6-trihydroxy chalcone และ cardamonin)(ณาตยา ธนะศิริวัฒนา, สุนิดา ณ ตะกั่วทุ่ง, ธนนันต์ ฐานะจาโร,2540)

สูตรส่วนประกอบทางเคมีสารกลุ่ม chalconeที่มา Rein (2005)

สูตรส่วนประกอบทางเคมีสารกรุ๊ป Anthocyanin

ที่มา Castaneda-Ovando et al. (2009)

สรรพคุณกระชายดำ

ใช้บำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อยและอาการเหนื่อยล้า และเพิ่มความสามารถทางเพศขับลม เป็นยาอายุวัฒนะ แก้จุกเสียด แก้ปวดท้อง หรือตำกับเหล้าขาวคั้นน้ำดื่ม แก้โรคมดลูกพิการ มดลูกหย่อนยาน ใช้กวาดคอเด็ก แก้โรคตานซางในเด็ก หรือต้มดื่มแก้โรคตา ช่วยทำนุบำรุงฮอร์โมนเพศชาย แก้กามตายด้าน ด้วยการใช้เหง้ากระชายดำสดนำมาดองกับเหล้าขาวรวมทั้งน้ำผึ้งแท้ (ในอัตราส่วน 1 กิโล : เหล้าขาว 3 ขวด : น้ำผึ้ง 1 ขวด) ดองทิ้งเอาไว้โดยประมาณ 9 – 15 วัน แล้วนำมาใช้ดื่มวันละ 1 – 2 เป๊ก (กระชายดำไม่ได้เป็นยาปลุกอารมณ์ทางเพศ แต่ว่าระยะเวลาการแข็งตัวนานขึ้น และสำหรับผู้ที่มิได้มีปัญหาดังที่ได้กล่าวมาแล้วก็สามารถรับประทานเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรกขึ้นได้)ถ้าหากสุภาพสตรีทานแล้วจะช่วยในการปรับสมดุลของฮอร์โมนทางเพศ ช่วยกระตุ้นระบบประสาท ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ช่วยในการนอนหลับ แก้อาการนอนไม่ค่อยหลับในยามค่ำคืน ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น

รูปแบบ , ขนาดวิธีการใช้

สำหรับวิธีการใช้กระชายดำเพื่อเป็นยาอายุวัฒนะ ใช้เป็นยาพาราท้อง แก้โรคบิด และก็ลมป่วงทุกประเภท

  • ถ้าเกิดเป็นเหง้าสด ให้ใช้ราวๆ 4 – 5 เอามาดองกับเหล้าขาว 1 ขวดก่อนเอามากินเป็นข้าวเย็น ในปริมาณ 30 cc. หรือ จะฝานเป็นแว่นบางๆแช่กับน้ำ หรือนำมาดองกับน้ำผึ้งในอัตราส่วน 1:1
  • หากเป็นเหง้าแห้งก็ให้ใช้ดองกับน้ำผึ้งในอัตราส่วน 1 ต่อ นาน 7 วัน แล้วนำมาใช้ดื่มก่อนนอน
  • ถ้าเกิดเป็นแบบชงหรือแบบผง ให้ใช้ผงแห้ง 1 ซอง ชงกับน้ำร้าน 1 แก้ว (ขนาน 120 cc.) รวมทั้งแต่งรสด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำตาลตามความอยากได้ แล้วเอามาดื่ม

การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาของกระชายดำ

  1. ฤทธิ์ต้านอักเสบ สาร 5,7 – ได้เมธอกซีฟลาโวน (5,7-DMF) ที่แยกได้จากเหง้ากระชายดำ มีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบเทียบเคียงได้กับยามาตรฐานหลากหลายประเภทหมายถึงแอสไพริน , อินโดเมธาซิน , ไฮไดรคอร์ติโซน รวมทั้งเพรดนิโซโลน จากการเล่าเรียนฤทธิ์ต่อต้านอักเสบของสารนี้ ในสัตว์ทดสอบด้วยวิธีการต่างๆพบว่าสาร 5,7-DMF สามารถต่อต้านการอักเสบแบบกะทันหันได้ดีมากว่าแบบเรื้อรัง โดยแสดงฤทธิ์ยั้งการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวจากสารคาราจีนแนน และก็เคโอลินได้ดีกว่าฤทธิ์ยับยั้งการผลิต granuloma จากการฝังสำลีใต้ผิวหนัง ยิ่งกว่านั้น พบว่า สาร 5,7-DMF มีฤทธิ์ยับยั้งการเกิด exudation และการสร้างสาร prostaglandin อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อศึกษาฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบในช่องปอดของหนูขาว (rat pleurisy) (ตระกูลความเจริญรุ่งเรือง ทัศนียกุล และอำไพ ปั้นทอง,2528)
  2. ฤทธิ์ต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ สาร 5,7,4'-trimethoxyflavone และก็ 5,7,3' ,4' –tetramethoxyflavone แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อ Plasmodium falciparum ที่เป็นสาเหตุของโรคมาลาเรีย ส่วนสาร 3,5,7,4'-tetramethoxyflavone รวมทั้ง 5,7,4'-trimethoxyflavone แสดงฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ Candida albicans รวมทั้งแสดงฤทธิ์ต้านทานเชื้อ Mycobacterium อย่างอ่อน (Wattanapitayakui S, Nawinprasert A, Herunsalee A, et al,2003)
  3. พิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง (cytotoxic activity) จากการทดสอบผลของฟลาโวนอยด์ 9 ประเภทของกระชายดำต่อเซลล์มะเร็ง ตัวอย่างเช่น KB , BC หรือ NCI-H187 ไม่พบว่ามีสารใดทำให้เกิดพิษต่อเซลล์ของมะเร็งที่ทดสอบ (ตระกูลความเจริญรุ่งเรือง ทัศนียกุล และก็สุกใส ปั้นทอง,2528)
  4. ฤทธิ์ขยายเส้นเลือดแดง มีรายงานการวิจัยว่า สารสกัดด้วยเอธานอลของกระชายดำมีฤทธิ์ขยายเส้นเลือดแดงใหญ่ (aorta) ลดละการหดเกร็งของ ลำไส้เล็กส่วนปลาย (ileum) ของหนูขาว และยับยั้งการยึดกรุ๊ปของเกล็ดเลือดของคน.(Yenchai C, Prasaphen K, Doodee S, et al,2004)

การเรียนทางพิษวิทยา

การศึกษาเล่าเรียนพิษเรื้อรังระยะเวลา 6 เดือน ของผงกระชายดำในหนูขาว ในขนาด 20 , 200 , 1000 แล้วก็ 2000 มก/กิโลกรัม/วัน เทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ได้รับน้ำ พบว่า หนูที่ได้รับกระชายดำทุกกรุ๊ปมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น อาการรวมทั้งสุขภาพไม่ได้มีความแตกต่างจากกลุ่มควบคุมหนูที่ได้รับกระชายดำขนาด 2000 มก/กก. มีน้ำหนักสัมพันธ์ของตับสูงขึ้นมากยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ อาจเนื่องด้วยมีน้ำหนักตัวที่ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม และมีเม็ดเลือดขาวอิโอสิฟิสที่ได้รับกระชายดำ 2000 มก./กก. มีระดับซีรั่มโซเดียมสูงยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจังแต่ว่ายังอยู่ในช่วงค่าปกติ ผลการตรวจอวัยวะทางจุลพยาธิวิทยานั้นไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ชี้ว่ากำเนิดความเป็นพิษของกระชายดำ (ทรงพล ชีวะพัฒน์, ณุฉัตรา จันทร์สุการซื้อขาย, ปราณี ชวลิตทรง แล้วก็คณะ.2547)

ข้อแนะนำ /{ข้อควรระวัง

  • กระชายดำสามารถรับประทานได้หญิง และชายโดยไม่เกิดผลใกล้กันใดๆยิ่งสำหรับคนชราก็พบว่านิยมใช้กันมานานมากแล้ว
  • ผลข้างเคียงของกระชายดำ การกินในขนาดสูง อาจส่งผลให้กำเนิดอาการใจสั่นได้
  • ห้ามใช้กระชายดำในเด็ก และก็ในคนไข้ที่เป็นโรคตับ
  • การกินเหง้ากระชายดำต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆ อาจจะก่อให้เหงือกร่น
  • แม้จะมีการวิจัยในสัตว์ทดลองที่ระบุว่ากระชายดำไม่พบว่ามีความเป็นพิษ แต่ยังไม่มีรายงานการศึกษาเรียนรู้วิจัยเพื่อประเมินประสิทธิผล ของการใช้กระชายดำในคนจึงควรรับประทานในจำนวนที่พอเหมาะพอควร เพื่อให้มีความปลอดภัย

วันพุธที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กวาวเครือขาว คุณลักษณะที่คุณผู้หญิงควรทราบ

กวาวเครือขาว ประโยชน์คุณประโยชน์ รวมทั้งการค้นคว้าข้อดีข้อเสีย
กวาวเครือขาว ผลดีกวาวคุณประโยชน์ รวมทั้งงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัย
ชื่อสมุนไพร กวาวเครือขาว
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อประจำถิ่น กวาวเครือ , จานเครือ (อีสาน) ,ตานเครือ , ทองเครือ , จอมทองคำ , (ใต้) ตานจอมทองคำ (ชุมพร) โพ้ต้น ( จังหวัดกาญจนบุรี) .โพะตะกู
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pueraia candollei Graham ex Benth. Var mirifica
ชื่อตระกูล Leguminosae-Papilionoideae

บ้านเกิดเมืองนอน
กวาวเครือขาวเป็นพืชที่ขึ้นรอบๆป่าเบญจพรรณ เจอกระจากทั่วๆไปตั้งแต่ ประเทศอินเดีย กลุ่มประเทศอินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน ญี่ปุ่น และ ไทย สำหรับในประเทศไทย เจอกระจากในป่าเบญจพรรณในภาคเหนือ ภาคตะวันตก แล้วก็ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่จะพบได้ทั่วไปในภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีอินทรีย์สารสูงตามชายป่า ดินที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างราวๆ 5.5 ที่สูงจาก

ระดับน้ำทะเล 300 – 800 เมตร ในสภาพธรรมชาติมีการตะกร้าจำพวกด้วยเมล็ด โดยดังนี้พบว่าจะมีการออกดองตอนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมและก็ติดฝักในเดือนเมษายน สามารถพบกวาวเครือขาวพันอยู่กับต้นไม้ใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นสักในจังหวัดกาญจนบุรี ตาก จังหวัดลำปาง จังหวัดเชียงใหม่ ในรอบๆที่เป็นดงไผ่ในจังหวัดกาญจนบุรี สระบุรี จังหวัดลพบุรี ชัยภูมิ พบว่ามีกวาวเครือขาวกระจากจำพวกอยู่เจริญเหมือนกัน
ลักษณะทั่วไปของกวาวเครือขาว
กวาวเครือขาวเดินถูกให้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Butea superba Roxb. เป็นพืชตระกูลถั่ว ขึ้นในป่าเบญจพรรณ ลักษณะเป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ ผลัดใบ เลื้อยพิงพันบนต้นไม้เปียกชื้น
ลำต้นหมดจด บางทีอาจยาวถึง 5 เมตร ใบเป็นในประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ (Pinnately trifoliate) เรียงสลับกันปลายใบมีลักษณ์รูปไข่ปลายแหลม เนื้อใบด้านบนหมดจดข้างล่างมีขนสั้นๆเรี่ยรายเส้นกิ้งก้านใบข้างละ 5 – 7 เส้น ใบย่อยด้านข้างโคนมีลักษณะเบี้ยว หูใบรูปไข่ มีเยื่อก้านใบเห็นชัดแจ้ง ใบตกแต่งมีลักษณะเป็นเกล็ดมีขนาดเล็กมากมาย
ดอกออกในระยะผลัดใบ เป็นช่อยาวราวๆ 30 ซม. ดอกจะออกตามาซอกกิ่ง ข่อดอกเป็นข่อเดี่ยวรวมทั้งช่อแยกกิ้งก้านออกปลายกิ่ง ดอกมีกลีบแต่งแต้มรองรับ ดอกย่อยเป็นรูปถั่วเป็นดอกบริบูรณ์เพศมีทั้งหมดศผู้และก็เพศภรรยาในดอกเดียวกัน ทรงดอกเป็นแบบ Zygomorphic แบบที่เรียกว่า Papilionacaceous form ดอกมีกลีบ 5 กลีบ ที่มีขนาดแล้วก็ลักษณะแตกต่างกัน กลีบที่อยู่นอกสุดมีขนาดใหญ่สุด เรียกว่ากลีบ Standard กลีบที่ตามติดอยู่ทางข้างๆทั้งคู่ มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เป็นงอนโค้งคล้ายปีกนกเรียกว่า กลีบ wing กลีบที่อยู่ภายในสุด 2 กลีบ จะเชื่อมรวมกันเป็นกระพุ้งคล้ายท้องเรือ เรียกว่า กลีบ (keel) เป็นกลีบที่ห่อเกสรไว้ มีก้านยกอับเรณูติดกัน ดอกมีสีฟ้าอมม่วงถึงสีน้ำเงิน 2 – 3 ดอกต่อช่อ มีเกสรตัวผู้ 10 อัน รังไข่ยาวเป็นแบบ superior ภายในมี 1 ห้องมีเม็ดไข่อยู่ด้านใน
ฝักมีลักษณะแบน เมื่อแก่มีสีออกน้ำตาล ผิวมีขนสั้นๆประปรายถึงเกลี้ยง ฝักมีความกว้างโดยประมาณ 7 มม. ยาวโดยประมาณ 3 เซนติเมตร มีเมล็ด 3 – 5 เม็ดต่อฝัก เม็ดมีลักษณะกลมมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 2 – 4 เซนติเมตร เมล็ดแก่จะมีลายสีเขียวผสมม่วง หรือ สีน้ำตาลคละเคล้าม่วง
หัวเป็นหัวใต้ดินเหมือนหัวมันแกว (Tiberous root) จะมีฤทธิ์ทางยามากในตอนที่ผลัดใบ มีหลายขนาด หัวที่มีอายุมากมีขนาดใหญ่ อาจมีน้ำหนักสูงถึง 20 กิโล ที่เปลือก เมื่อเอามีดปาดจะมียางสีขาวเหมือนน้ำนม เนื้อในสีขาวคล้ายมันแกว เนื้อจะเปราะ มีเส้นมากมาย รสเย็นเบื่อเมา หัวที่ยังเล็ก เนื้อในจะละเอียด มีน้ำมาก
การขยายพันธุ์กวาวเครือขาว
แพร่พันธุ์โดยการปลูกแบบเพาะเม็ด โดยอาจเริ่มโดยการผลิตต้นพันธุ์จากเมล็ดหรือโดยวิธีอื่น การสร้างต้นชนิดจากเม็ดต้องรอเก็บเมล็ดในช่วงต้นถึงกึ่งกลางหน้าร้อน ด้วยเหตุว่ากวาวเครือขาวมีดอกติดฝักในตอนกลางหน้าหนาวจนถึงกึ่งกลางหน้าร้อน บ่อเกิดของเม็ดเป็นต้นกวาวเครือขาวที่อยู่ในป่า แกะเมล็ดออกมาจากฝัก เก็บไว้ในที่แห้งหรือในภาชนะที่มีการระบายอากาศได้ ทำเพาะเมล็ดในกระบะใส่ดินผสมปุ๋ยอินทรีย์โดยให้เมล็ดถูกฝังกลบไว้ลึกราว 1 ซม. รดน้ำให้เปียกแฉะทุกเมื่อเชื่อวัน แนะนำให้ทำเพาะเม็ดในช่วงที่อากาศร้อนจัดที่สุด ความร้อนจะช่วยทำให้เมล็ดแตกหน่อได้ง่ายขึ้น โดยทั่วไปเมล็ดที่เก็บจากฝักที่แห้งค้างต้นแล้วเอามาเพาะในปีนั้นจะมีอัตราการงอกแทบ 100% เม็ดที่ถูกเก็บไว้ข้ามปีจะมีอัตรางอกต่ำลง
องค์ประกอบทางเคมี
หัวกวาวเครือขาวมีสารที่เป็นประโยชน์อยู่อีกหลากหลายประเภทและสารที่ออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมน เอสโตรเจน นอกจากนี้ยังพบข้อมูลทางด้านโภชนาการดังต่อไปนี้




________________________________________
ส่วนประกอบ ปริมาณ (เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักแห้ง)
________________________________________
พลังงานจากไขมัน 5.85 แคลอรีต่อ 100 กรัม
คาร์โบไฮเดรตรวม 67.66
ไฟเบอร์รวม (dietary Fiber) 20.39
น้ำตาลรวม (Total Sugar) 19.35
คาร์โบไฮเดรต อื่นๆ 27.92
โปรตีน 7.88
ไขมัน 0.66
แคลเซี่ยม 7.56
เหล็ก 0.029
พลังงานรวม 308.01 แคลอรีต่อ 100 กรัม
________________________________________

ส่วนประกอบทางเคมีของหัวกวาวเครือขาว (Pueraria mirifica)
ที่มา : ชาลีแล้วก็วันชัย (2544)

ส่วนสาระสำคัญกรุ๊ปต่างๆ
ที่เจอในกวาวเครือขาวสามารถแบ่งเป็นกรุ๊ปๆได้ดังต่อไปนี้
7.1 สารกลุ่มคูมารินส์ (Coumarins)
เป็นต้นว่า Coumestrol, Mirificoumestan, Mirificoumestan Glycol รวมทั้ง Mirificoumestan hydrate

สูตรองค์ประกอบทางเคมีของ Coumestrol
ที่มา : สุนิสา (2552)

สูตรองค์ประกอบทางเคมีของ Mirificoumestam
ที่มา : สุนิสา (2552)

7.2 สารกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ (Flavonoids)
โดยในหัวกวาวเครือขาวมีสารประเภท lsoflavonoid หลายอย่าง ดังเช่น Genistain, Daidzein, Daidzin, Puerarin, Puerein-6-monoacetate, Mirificin, Kwakhurin รวมทั้ง Kwakhurin hydrate

Genistein : R1 = H , R2 = OH
Daidzein : R1 = H , R2 = H
Puerarin : R1 –Glucose, R2 = H
Mirificin : Glucose – Apiose , R2 = E
สูตรโครงสร้างทางเคมีของสารกรุ๊ป Flavonoids
ที่มา : สุนิสา (2552)
7.3 สารกรุ๊ปโครมีน (Chromene)
สาระสำคัญลำดับหนึ่งในกวาวเครือ อาทิเช่น Miroestrol ซึ่งเป็นสารที่มีรายงานว่ามีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน พบจำนวน 0.002 – 0.003 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักหัวแห้ง หรือราว 15 มก.ต่อโลของกวาวเครือแห้ง มีรูปผลึก 2 แบบ คือ แบบที่มีน้ำหนักอยู่ในผลึก (hydrate form) ลักษณะเป็นรูปเข้มอ้วน และก็แบบผลึกที่ไม่มีน้ำอยู่ในผลึก (anhydrate form) มีลักษณะเป็นแผ่น ไม่มีสี มีจุดหลอมเหลว 268 – 270 องศาเซลเซียส

สูตรองค์ประกอบทางเคมีของ Miroestrol
ที่มา : สุนิสา (2552)

7.4 สารกลุ่มสเตียรอยด์ (steroids)
สเตียรอยด์ที่พบในหัวกวาวเครือ เช่น B-sitosterol, Stigmasterol, Pueraria แล้วก็ Mirificasterol
7.5 สารประกอบอื่นๆ
นอกจากสารกรุ๊ปที่กล่าวแล้วข้างต้น ในหัวกวาวเครือขาวยังมีสารพวกแอลเคน แอลกอฮอร์รวมทั้งสารพวกไขมัน คือ Puereria, Mififica glyceride lithium, Potassium, Sodium, Phosphate, แคลเซียม, โปรตีน, ไขมัน, รวมทั้งเส้นใย ยิ่งไปกว่านี้ยังมีสารชนิด Saponim อยู่อีกหลายประเภท
ซึ่งสารต่างๆเหล่านี้หลากหลายประเภทมีคุณลักษณะเป็นไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogen) ซึ่งมีความหมายว่าเป็นเอสโตรเจนที่ได้จากพึชและออกฤทธิ์เหมือนกับฮอร์โมนเอสโตรเจนทุกสิ่ง หรืออาจหมายคือสารที่ออกฤทธิ์ที่ตัวรับ (Receptor) เดียวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งปัจจุบันเข้าใจแล้วว่า receptor นี้มี 2 Subtypeเป็นestrogen receptor alpha แล้วก็ beta subtype เดี๋ยวนี้ไฟโตเอสโตรเจนที่มีอยู่ในกวาวเครือขาวสามารถแบ่งได้เป็นสารที่มีความแรงสูงรวมทั้งความแรงต่ำ โดยกลุ่มที่มีความรุนแรงต่ำ อย่างเช่น Coumestrol, Daidzein, Daidzin, Genistin, Genistein, Mirificn และ Puerarin
สรรพคุณกวาวเครือขาว
หัว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับคนวัยแก่ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้หมดแรง ผอมโซ นอนไม่หลับ มีฮอร์โมนเพศหญิงสูง ทาหรือรับประทานทำให้เต้านพขยายตัว เส้นผมดกดำ เพิ่มเส้นผม เป็นยาปรับรอบเดือนอาจจะทำให้แท้งบุตรได้ บำรุงความกำหนัด ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์แล้วก็มดลูกมีเลือดมาคั่งมากเพิ่มขึ้น บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้รุ่งโรจน์ แก้โรคจาฟาง ต้อกระจก ทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง ขยับเขยื้อนกระปรี้กระเปร่า บำรุงโลหิต กินได้นอนหลับ ผิวหนังเต่งตึงมีน้ำมีนวล ช่วยลดลักษณะของสตรีวัยหมดประจำเดือน โดยมีการศึกษาฤทธิ์ขของกวาวเครือขาวต่อการลดอาการร้อนวูบวาบ มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระแล้วก็ช่วยทำให้เรื่องของความจำและการเล่าเรียน ช่วยลดอาการช่องคลอดแห้งในสตรีวัยหมดระดูได้
ต้นแบบและขนาดการใช้กวาวเครือขาว
สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข เจาะจงขนาดการใช้ดังนี้
การใช้เป็นองค์ประกอบในตำรับบำรุงปิ้งกาย ให้กินยาตำรับที่มีส่วนประกอบของผงกวาวเครือขาว ไม่เกิน 1 – 2 มก. ต่อกิโลกรัมต่อวัน หรือโดยประมาณวันละไม่เกิน 50 – 100 มก. อาการข้างเคียงที่บางทีอาจเจอได้เป็น เจ็บเต้านม มีเลือดออกไม่ปกติทางช่องคลอด ปวดหรือเวียนหัว อ้วกอาเจียน
หนังสือเรียนยาของหลวงอนุสารไพเราะ
กำหนดขนาดที่ใช้ของหัวกวาวเครือขาว โดยให้รับประทานกวาวเครือขาวผสมน้ำผึ้ง ขนาดเท่าเมล็ดพริกไทย 1 เม็ดต่อวัน รับประทานมากมายจะมีผลให้มึนเมาเป็นพิษคนหนุ่มสาวไม่ควรรับประทาน
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาของกวาวเครือขาว
การทดลองในหนูเพศเมียที่กินกวาวเครือขาวพบว่า ส่งผลยั้งการให้นมของหนูที่กำลังให้นม โดยไปยังยั้งการเจริญของต่อมน้ำนม และการสร้างน้ำนม ส่งผลปกป้องการท้อง เมื่อให้หนูกินในตอนตั้งครรภ์วันที่ 1 – 10 ติดต่อกัน หรือให้กินในตอนที่มีการเปลี่ยนที่ของตัวอ่อน โดยทำให้มากเกินแท้ง และเมื่อให้ในหนูที่ตัดรังไข่ออก กินกวาวเครือพบว่าน้ำหนักของมดลูกและปริมาณของเหลวในมดลูกมากขึ้น เช่นเดียวกับที่พบในหนูที่ได้รับ ethinyl estradiol รวมทั้งมีกล่าวว่ากวาวเครือขาวมีฤทธิ์คุมกำเนิดที่ดีในหนูขาวเมื่อให้ในขนาด 1 กรัม/ตัว/อาทิตย์ ส่วนผลของกวาวเครือขาวต่อหนูเพศผู้พบว่าสัตว์มีความประพฤติปฏิบัติการขยายพันธุ์ลดลง แล้วก็มีขนาด และน้ำหนักอัณฑะ epididymis ต่อมลูกหมาก และ seminal vesicles น้อยลง และมีปริมาณตัวน้ำเชื้อ และก็เปอร์เซ็นต์การเคลื่อนไหวของตัวน้ำอสุจิน้อยลง
การเรียนทางสถานพยาบาลในระยะที่ 2 ในอาสาสมัครกรุ๊ปก่อนรวมทั้งข้างหลังวัยหมดประจำเดือน ที่มีลักษณะพร่องฮอร์โมนเอสโตรเจน ปริมาณ 37 ราย ใช้เวลา 6 เดือน พบคะแนนของงอาการวัยหมดระดูลดน้อยลงจาก 35.6 เป็น 15.1 และ 32.6 เป็น 13.69 ในกรุ๊ปที่ได้รับ 50 มิลลิกรัมต่อวัน แล้วก็ 100 มก.ต่อวัน เป็นลำดับ แต่ว่าพบอาการข้างเคียงเป็นอาการคัดเลือกตึงเต้านมราวๆร้อยละ 35 แล้วก็อาการเลือดออกกระปริดกระปรอยราวๆปริมาณร้อยละ 16.2

การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยาของกวาวเครือขาว
การเรียนรู้พิษรุนแรงของผงหัวกวาวเครือขาวในรูปผงยาห้อยขี้ตะกอนในน้ำ พบว่าไม่นำไปสู่อาการพิษทันควันในหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากกว่า 16 กิโล / น้ำหนักตัว 1 กก. การทดลองพิษครึ่งหนึ่งเรื้อรังในหนูขาวพันธุ์วิสตาร์โดยการป้อนผงหัวกวาวเครือขาวในรูปผงยาแขวนตะกอนในน้ำ ขนาด 10 แล้วก็ 100 มก./กก./วัน ไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความเปลี่ยนไปจากปกติต่อค่าเลือดวิทยา รวมทั้งค่าทางวิชาชีวเคมี หรือพยาธิสภาพใดๆก็ตามแต่การให้ในขนาด 1000 มิลลิกรัม/กก./วัน ทำให้หนูเกิดภาวะโลหิตจาง จำนวนเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ระดับวัวเลสเตอรอคอยล น้ำหนักอัณฑะ ของหนูเพศผู้ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีอัตราการเกิด hyperemia ของอัณฑะ ในหนูเพศเมียที่ได้รับในขนาด 100 แล้วก็ 1000 มก./กิโลกรัม/วัน พบว่าระดับโคเลสเตอคอยลน้อยลง มดลูกบวมเต่ง มีอัตราการเกิด cast ที่ไตสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ข้อเสนอแนะ
หากกินเกินขนาด จะก่อให้เกิดอันตรายได้ ทำให้มีอาการมึนเมา อาเจียน อ้วก ห้ามใช้ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ เพราะสารที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงในกวาวเครือขาวมีความแรงของตัวยาจะก่อกวนรูปแบบการทำงานของฮอร์โมนเพศ รวมทั้งระบบรอบเดือนได้
ข้อควรไตร่ตรอง ห้ามรับประทานเกินขนาดที่ชี้แนะให้ใช้

วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ถิ่นกำเนิดและลักษระของกระชายดำ

กระชายดำ

ชื่อสมุนไพร  กระชายดำ

ชื่ออื่นๆ/ ชื่อเขตแดน  กระชายม่วง , ว่านเพชรดำ , ขิงทราย (มหาสารคาม) , ว่านจังงัง , ว่านพญานกยูง , ว่านกั้นบัง ,ว่านกำบัง , ว่านกำบังภัย , กะแอน . ระแอน (ภาคเหนือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Kaempferia parviflora Wallich. ex Baker

ชื่อวงศ์   Zingiberaceae

บ้านเกิดเมืองนอน  กระชายดำ  มีถิ่นเกิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจอได้หนาแน่นในแถบมาเลเซีย เกะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว อินโดจีน  และก็ในประเทศไทย  รวมทั้งมีเขตผู้กระทำระจายชนิดทั่วไปในทวีปเอเชียเขตร้อน ในประเทศจีนตอนใต้ อินเดีย รวมทั้งประเทศพม่า สำหรับประเทศไทยนั้นมีการปลูกกระชายดำมากในจังหวัดเลย ตาก กาญจนบุรี  แล้วก็จังหวัดอื่นๆทางภาคเหนือ 

ลักษณะทั่วไป  กระชายดำจัดเป็นไม้ล้มลุกแก่หลายปีมีเหง้าอยู่โต้ดิน โดยในแต่ละส่วนมีเนื้อหาดังนี้

  • เหง้ากระชายดำ นั้นมีลักษณะเป็นรูปทรงกลม เป็นปุ่มป่นเรียงต่อกัน แล้วก็มักมีขนาดเท่าๆกัน มีหลายเหง้าแล้วก็อวบน้ำ ผิวเหง้ามีสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาบเข้ม และก็อาจพบรอยที่ผิวเหง้าเป็นรอบๆที่จะแตกออกของต้นใหม่ ส่วนเนื้อข้างในชองเหง้ามีสีม่วงอ่อน สีม่วงเข้ม ไปจนกระทั่งม่วงดำ  เหง้ามีกลิ่นหอมสดชื่นเฉพาะตัว และมีรสชาติขมเล็กน้อย โดยกระชายดำที่ดีนั้นจะต้องมีสีม่วงเข้มถึงสีดำ

หญิงจำเป็นต้องรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรว่านชักมดลูก

สรรพคุณอันน่าทึ่ง 35 ประการของว่านชักมดลูก ขายว่านชักมดลูก มีความปลอดภัยมากยิ่งกว่า กวาวเครือขาว และยังช่วยทำให้ทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น  ...